
“จีน” จะแซงหน้า “อเมริกา” สู่ผู้นำทางด้านพลังงานลมของโลกภายในปีหน้า
จากการวิเคราะห์ข้อมูลโลกของ “Pranav Srivastava” ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมพลังงานลมเพื่อการวิจัยและสำหรับบริษัทที่ปรึกษา ได้มีการคาดการณ์เกี่ยวทิศทางพลังงานลมที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า 2016
ตาม ถ้อยคำแถลงการณ์ของประธานาธิบดี บารัค โอบามา ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งพูดถึงความสำเร็จของประเทศในภาคพลังงานและอ้างว่าอุตสาหกรรมลมในประเทศ นั้นเป็นอันดับหนึ่งของโลก ถึงแม้ความเป็นจริงสหรัฐอเมริกาจะผลิตพลังงานลมได้มากที่สุด แต่ยังมีความจริงยิ่งกว่าที่ว่า จีนนั้นมีฐานการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมมากที่สุด และมีแผนการที่จะขยายต่อไปซึ่งสามารถแซงหน้ากำลังการผลิตของสหรัฐอเมริกาได้ ในปีหน้า
ทั้ง นี้ จีนได้ผลิตพลังงานลมทั้งสิ้น 169 เทระวัตต์ในปี 2014 ในขณะที่สหรัฐอเมริกานั้นผลิตมากกว่าอยู่ที่ 175 เทระวัตต์ แม้ว่าจีนจะมีฐานการผลิตที่ใหญ่กว่า แต่เสียเปรียบตรงที่กำลังลมและโครงสร้างพื้นฐานของระบบที่ไม่ครอบคลุมการ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของกังหันลมในพื้นที่ห่างไกล
แต่ หากมองในแง่ของการพัฒนา กำลังการผลิตพลังงานลมของจีนนั้นเพิ่มจาก 402 เมกะวัตต์ในปี 2001 มาเป็น 101 กิกะวัตต์ ในปี 2014 คิดเป็นอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปีนั้นสูงถึงร้อยละ 50.5 ในขณะที่ทางสหรัฐอเมริกากำลังการผลิตยืนพื้นอยู่ที่ประมาณ 66 กิกะวัตต์
ยิ่ง ไปกว่านั้นในแง่ของการการติดตั้งในแต่ละปี จีนยังพิสูจน์ได้ว่ามีระดับที่เสถียรภาพมากกว่าสหรัฐฯ ซึ่งได้อาศัยแรงจูงใจของรัฐบาลจากการเก็งกำไร โดยในปีที่ผ่านมา จีนมีการติดตั้งฐานการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 18 กิกะวัตต์ ในขณะที่สหรัฐฯ นั้นเพิ่มขึ้น 4.9 กิกะวัตต์เท่านั้น
และ ในปี 2013 อุตสาหกรรมการติดตั้งพลังงานลมของสหรัฐฯ นั้นลดลงถึงร้อยละ 92 และมีประมาณ 30,000 คนที่ต้องสูญเสียงานเนื่องจากการหมดอายุของเครดิตภาษี แม้จะมีการต่ออายุในต้นเดือนธันวาคมปี 2014 ก็ตาม แต่ความพยายามนี้ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกใด ๆ ที่คุ้มค่าในเชิงปฏิบัติ อีกทั้งยังให้เวลานักลงทุนน้อยมากที่จะตอบสนองตามความต้องการได้ สถานะพลังงานลมของสหรัฐฯ จึงอาจไม่อยู่ในขั้นดีตามที่ประธานาธิบดีได้กล่าวไว้
แปลและเรียบเรียงข้อมูลโดย Copyright© www.energysavingmedia.com