
การใช้พลังงานจะเพิ่มมากขึ้นทุก ๆ ปีตามความเจริญเติบโตของสังคมโลก โดยพลังงานหลักเป็นพลังงานฟอสซิลที่มาจาก 3 แหล่งคือ น้ำมัน ถ่านหิน และแก๊สธรรมชาติ การที่ใช้พลังงานฟอสซิลเพิ่มขึ้นนี้ ก่อให้เกิดปัญหาระดับโลกต่อประเทศต่าง ๆ 3 ประการคือ ประการแรก ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วยต่างอยู่ในสภาพขาดความมั่นคงทางด้านพลังงาน (Energy security) เพราะไม่มีแหล่งพลังงานฟอสซิลทั้ง 3 ชนิดเป็นของตนเอง พลังงานถูกควบคุมโดยต่างประเทศ คือมีเพียง 8 ประเทศเป็นเจ้าของปริมาณน้ำมันดิบ 81% ของโลก จำนวนเพียง 6 ประเทศ เป็นเจ้าของ 70% ของแก๊สธรรมชาติสำรอง และเพียง 8 ประเทศเท่านั้นมีปริมาณถ่านหินสำรองรวมกันถึง 89% ฃองโลก
นอกจากนี้ ผลกระทบที่รุนแรงต่อสังคมอีก 2 อย่างที่ทราบกันทั่วไป คือประการที่สอง เกิดปัญหากระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic development) ที่สัมพันธ์โดยตรงกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชากรโลก เนื่องจากพลังงานฟอสซิลมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และปัญหาประการที่สาม คือ การเกิดผลกระทบต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมจากภาวะโลกร้อน (Environmental conservation) ที่เกิดจากแก๊สเรือนกระจกหรือแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นผลพ่วงที่เกิดขึ้น จากการใช้พลังงานฟอสซิลอย่างมากมายในปัจจุบัน ปัญหาระดับโลกทั้ง 3 ประการนี้เป็นแรงผลักดันให้จำเป็นต้องลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลง อย่างชัดเจนภายใน 50 ปีข้างหน้านี้ โดยทุกประเทศจะต้องหันไปใช้พลังงานอื่น และเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงานฟอสซิลให้สูงขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคง ทางด้านพลังงานของแต่ละประเทศ พร้อมกับรักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มิฉนั้นจะเกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตความป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมจากการ พิ่มอุณหภูมิของบรรยากาศในโลก โดยที่ประมาณการว่าการเพิ่มปริมาณความต้องการพลังงานในอนาคตจะทำให้ปริมาณ น้ำมันที่มีอยู่ยังคงใช้ได้อีก 40-60 ปี แก๊สธรรมชาติมีใช้ได้อีก ถึง 100 ปีข้างหน้ และมีถ่านหินใช้ได้อีก 300 ปีในอนาคต ส่วนอุณหภูมิโลกอาจเพิ่มถึง 4 องศาเซลล์เซียส
การพัฒนาพลังงานทางเลือกและพลังงาน ทดแทนจึงเป็นสิ่งจำเป็นและมีเป้าหมายชัดเจนว่าเป็นการบูรณาการในการแก้ปัญหา ทั้ง 3 อย่างของโลกไปด้วยกัน แนวทางของคำตอบที่ทราบกันอยู่คือจะต้องเริ่มการหันไปหาพลังงานชนิดต่าง ๆ ที่มีอะตอมคาร์บอนเป็นองค์ประกอบน้อยลงและเป็นสิ่งที่มีอยู่ในประเทศต่าง ๆ หลาย ๆ ประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รักษาการเจริญทางเศรษฐกิจ และลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งมีองค์ประกอบเป็นคาร์บอนและ ไฮโดรเจน เมื่อเผาไหม้กับออกซิเจนจะได้พลังงานและกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากอะตอม คาร์บอนด้วย ดังนั้น หากใช้เชื้อเพลิงที่มีไฮโดรเจนมาก คือมีอะตอมคาร์บอนน้อย หรือไม่มีอะตอมคาร์บอนเลย(ดูตารางที่ 1) ก็จะเกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลงหรือไม่เกิดเลย ดังนั้นพลังงานไฮโดรเจนจึงเป็นที่จับตามองว่าจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของคำ ตอบในด้านความยั่งยืนของพลังงานและลดปัญหาทั้ง 3 อย่างของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ในระยะถัดไปจากนี้ โลกจะเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low carbon economy) และปรับเปลี่ยนเป็นยุคเศรษฐกิจไฮโดรเจน (Hydrogen economy) ในที่สุด โดยประเมินว่าในอนาคต ไฮโดรเจนจะมีปริมาณพอเพียงและมีความยั่งยืนเป็นระยะเวลาอันยาวนานกว่าที่จะ คาดคะเนถึงได้ในอนาคต การเปลี่ยนถ่ายยุคพลังงานนี้ไม่เกิดได้โดยง่าย จะต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ หลายอย่างให้สามารถใช้งานได้สะดวกและเป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การลงทุนและการเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ หากไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายได้จะเกิดปัญหาอื่น ๆ ทางสังคมในประเทศต่าง ๆ อย่างมากมายในระยะ 50 ปี
-------------------------------------------------------------
ขอบคุณที่มาข้อมูล และติดตามเพิ่มเติมได้ที่
พลังทดแทนในอนาคต