ข่าวประชาสัมพันธ์

 ซังข้าวโพดแสนดี..มีคุณค่าพลังงาน
วันที่ประกาศ 2 ธันวาคม 2558


 

ซังข้าวโพดแสนดี..มีคุณค่าพลังงาน

            แม้โลกจะเคลื่อนตัวเข้าสู่วิฤติพลังงานฟอสซิลเข้าไปเรื่อยๆ แต่ก็มีข่าวดีที่มนุษยชาตินั้นไม่เคยหยุดยั้งความคิดในการพัฒนาแหล่งพลังงาน ทดแทนใหม่ๆ ที่จะเป็นทางออกในการฝ่าวิกฤติเชื้อเพลิงฟอสซิลจากใต้ดินที่กำลังจะหมดไป

            จากสิ่งที่ไม่เคยเห็นคุณค่า วัสดุหลายอย่างก็กลับมามีคุณค่าอนันต์สำหรับอนาคตของมนุษยชาติได้ เช่นซังข้าวโพด หรือเปลือกข้าวโพดที่เรียกกันอยู่นั้น จากเดิมที่มีคุณค่าแค่เป็นที่หุ้มเมล็ดข้าวโพดให้เราได้แทะกินกัน และซังก็ถูกทิ้งเป็นขยะ หรืออย่างมากก็ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเตาถ่าน ไม่งั้นก็เป็นปุ๋ยหมักให้เกษตรกรนำไปใช้บำรุงพืชรุ่นใหม่

            แต่ซังข้าวโพดกลับมีอนาคตที่สดใสและมีคุณค่าสูงต่อมนุษยชาติ ด้วยการเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกให้แก่มนุษย์ จากการวิจัยของทีมวิจัยแห่งสถาบันโพลีเทคนิคเวอร์จิเนีย และ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเวอร์จิเนีย ที่สามารถสังเคราะห์ไฮโดรเจน ออกมาจากซังข้าวโพดได้เป็นผลสำเร็จ และไฮโดรเจนที่ได้มาก็สามารถนำไปป้อนเข้าเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ออกแบบมา เพื่อรองรับไฮโดรเจนเป็นแหล่งพลังงานนั่นเอง

            ทีมงานพัฒนากระบวนการสังเคราะห์ไฮโดรเจนจากซังข้าวโพดด้วยการต่อยอดการวิจัย เกี่ยวกับการสังเคราะห์ไฮโดรเจนจากไซโลส (น้ำตาลที่มีคาร์บอน 5 อะตอมในสูตรเคมี) โดยยกระดับจากการใช้พืชอาหารที่สมบูรณ์ทั้งชิ้น ที่มีแป้ง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำตาลไซโลสจำนวนมากมาหมักกับยีสต์ เพื่อสังเคราะห์แอลกอฮอล์เอทานอลออกมา โดยเปลี่ยนจากผลิตผลของพืชทั้งชิ้นเป็นเศษชิ้นส่วนเหลือทิ้งมาใช้สังเคราะห์ เป็นแหล่งพลังงาน

            ผลิตไฮโดรเจน แต่ทีมวิจัยของเวอร์จิเนีย เทค กลับใช้ซังข้าวโพดและเศษเปลือกข้าวโพดมาหมักแทน โดยเศษซากชนิดนี้เรียกกันว่า “ชีวมวลขยะ” (dirty biomass) แทนเพื่อลดต้นทุนการผลิตและเป็นกระบวนการที่ไม่ซับซ้อนจนเกินไปทำให้เกษตรกร สามารถผลิตไฮโดรเจนออมาได้ด้วยตัวเอง

            โดยทีมวิจัยพบว่าการใช้ซังข้าวโพดและเปลือกข้าวโพดมาผลิตพลังงานไฮโดรเจนจะ สามารถได้ผลผลิตที่เป็นก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากทั้งน้ำตาล กลูโคส และไซโลส ที่หลงเหลืออยู่ในเศษพืชเป็นต้นกำเนิด

            นั่นหมายความว่ากระบวนการผลิตแบบนี้จะทำให้ได้ผลผลิตก๊าซไฮโดรเจนได้เร็ว ขึ้น และใช้พื้นที่ในการสร้างโรงงานหมัก-สังเคราะห์ไฮโดรเจนน้อยลง เหลือเพียงพื้นที่เท่าๆ กับปั๊มน้ำมันเท่านั้น

            ด้าน ลอนนี่ อินแกรม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพลังงานและสารเคมีทดแทนแห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการวิจัยครั้งนี้ ให้ความเห็นว่า การวิจัยครั้งนี้คือการเปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากกระบวน การเผาผลาญอาหาร (ของยีสต์์) และวิธีการผลิตพลังงานทางเลือกแห่งอนาคต

-------------------------------------------------------------------------

ขอบคุณที่มาข้อมูล คมชัดลึกออนไลน์


รายการหลัก

ข้อมูลหน่วยงาน